23 ตุลาคม 2553

พูดเรื่องความต้องการแรงงานในอนาคต ปี 53

               ความต้องการตลาดแรงงานในอนาคตของภาคเอกชน
พูดให้ครูแนะแนวประมาณ 150 คน ที่โรงแรมไพลิน พิษณุโลก
 วันที่ 18 มิถุนายน 2553 เวลา 09.30  - 10.30 น. ห้อง...วรญาดา

ท่านผู้มีเกียรติครับ...
           เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า..  ครุบาอาจารย์ ทั่วไปท่านเปรียบเสมือนเรือจ้าง ที่ส่งคนถึงฝั่งแล้วก็แจวเรือกลับไปรับคนไปส่งอีกตลอดการทำงาน  แต่  อาจารย์แนะแนวนี่เปรียบเสมือนอะไรล่ะ  ผมว่าเปรียบเหมือน พระพรหม นะครับ ที่คอยกำหนดและลิขิตชีวิตให้กับ นักเรียน ที่อยู่ในการดูแลของท่าน.. ท่านจะมีส่วนในการลิขิตชีวิต และเปลี่ยนแนว ทางชีวิตให้กับเด็กๆ ท่านจงภูมิใจในตนเอง ว่าท่านคือส่วนหนึ่งของผู้ลิขิตชีวิตให้กับเขาทั้งหลาย....ยกเว้นชีวิตท่านเอง... (ฮา..)
       จริงๆแล้วอยากให้ อ.แนะแนวน่าจะเรียนรู้เรื่อง โห้วงเฮง  ลายมือ และโหราศาสตร์นะ อย่าว่าเหลวไหลนะครับ  ระดับรัฐบาลหลายๆยุคที่ผ่านมา ก็อาศัยโหราศาสตร์ แย่งชิงความได้เปรียบทางการเมือง  ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของไทยเราแต่โบราณ  ใครสนใจวันหลังจะเปิดคอร์ส สอนให้  เพราะอะไรครับ ถ้าเราดูโห้วงเฮ้งเป็น  เห็นปุ๊บ รู้เลยว่าเธอน่าไปเรียนหมอนะ หน้าตาแกดูฉลาดดี หรือ เอ..คนนี้น่าจะไปเป็นพ่อค้า(เพราะหน้าแกเต็มไปด้วยสีเลือด)  หรือยกตัวอย่างง่ายๆ   แค่ยกมือไห้วน่ะ เรารู้แล้วว่า คนๆนี้ เป็นคนอย่างไร กางมือออกมาปุ๊บรู้ปั๊บ  คนๆนี้ควรจะไปทำอะไร  หรือผูกวันเดือนปี ปั๊บรู้เลยว่าควรประกอบอาชีพอะไร  เป็นคนอย่างไร ทำอาชีพอะไรแล้วจะรุ่งริ่ง หรือรุ่งเรือง  วางลัคนาเสร็จ อืม..คนแบบนี้  หน้าตาแบบนี้ ยิ้มแย้มแจ่มใส น่าจะอยู่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ก็ควรไปเรียนนิเทศ  อ้าว.. คนนี้ หน้า บึ้งตึง เอ้า.. ไปอยู่ฝ่ายทวงหนี้ (ฮา)  เออ คนนี้ ไม่ค่อยพูด หรือพูดจาไม่ค่อยเข้าหูคน ดาวพุธเป็นนิจ เป็นประ เอาไปอยู่หลังห้องเก็บของก็แล้วกัน   อ้อ..คนนี้ท่าทางพูดเก่ง เอาไปเป็นฝ่ายต้อนรับ  อ้อ..คนนี้ ดาวพฤหัสเด่น เป็นคนดูดี มีคุณธรรม เมตตา ปราณี ฉลาดเฉลียว เอาไปเป็นครูแนะแนวครับ..(ฮา..ปรบมือ)
                  ครับ..ว่างๆผมจะเปิดสอนให้ เฉพาะครูแนะแนว ..ดีไหมครับ

       ปีที่แล้วผมเคยมาพูดให้ท่านฟังไปแล้วครั้งนึง เกี่ยวกับเรื่องแนวโน้มการจ้างแรงงานในอนาคต  เข้าใจว่าปีนี้คงมีหลายๆท่านที่เคยฟังผมพูดไปแล้ว  สถานการณ์  การจ้างงานในปีนี้  คาดว่าดีกว่า ปีที่แล้ว ถึงแม้จะมี กีฬาสี ระดับชาติให้เราดูมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเหลือง จะแดง จะเกิดวิกฤตการณ์อย่างไรก็ตาม  แต่น่าแปลกครับ การจ้างแรงงานระดับ แรงงานไร้ฝีมือ เช่นโรงงานไทยแอโร่ โรงงานฝ่ายผลิตต่างๆก็ยังไม่มีปัญหา มากนัก เหมือนเมื่อ ปี 2551  หรือ  2 ปีที่แล้ว  ยังรับคนเข้าทำงานมาโดยตลอด.
                 หัวข้อที่ผมถูกกำหนดให้มาพูดในวันนี้ก็คือ..
        ความต้องการตลาดแรงงานในอนาคตของภาดเอกชน
         ก่อนอื่นเราต้องเราต้องเข้าใจให้ตรงกันก่อนนะครับว่า  อนาคตน่ะ มันกี่ปี  ทราบว่าท่านเป็นอาจารย์แนะแนวของโรงเรียนระดับมัธยม ต้นและปลาย  การแนะแนวทางให้เด็ก อีกประมาณ 4-5 ปีข้างหน้า ..นะครับ ที่เด็กจะจบ ระดับมหาวิทยาลัย หรือ ระดับ ปวช.
ก็....อีก 3 5 ปี ข้างหน้า ก็ประมาณ  ปี 2555-8
   ทีนี้เรามาดูกันว่า..  อีก  3-5 ปีข้างหน้า ประเทศเราจะเกิดเหตุการณ์อะไรบ้าง ...
ผมพยายามจะไม่ดูแค่ปีนี้ หรือปีหน้านะครับ แต่จะดูโดยรวมๆกันไป  โดยจะเน้นทางภาคเอกชนเป็นหลัก  เด่วจะพูดหลังจากนี้  
ตอนนี้จะพูดเรื่องภาคแรงงานต่างๆของเราก่อน
ก.   แรงงานต่างๆของภาคเอกชน
แบ่งเป็นหมวดใหญ่ อะไรบ้างล่ะครับ  ตามความเข้าใจของภาคเอกชน
1.แรงงานภาคอุตสาหกรรม
2. แรงงานภาคเกษตร
3. แรงงานภาคบริการ
   แต่ละภาคส่วนนั้นยังแบ่งออกเป็นแรงงาน มีฝีมือ และ ไร้ฝีมือ
              1.เป็นแรงงานประเภทมีฝีมือ (ลูกจ้างมีฝีมือ)
ภาคอุตสาหกรรม
เป็นลูกจ้างพนักงานตามบริษัทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น วิศวะ หมอ  นักบัญชี หรือช่างเครื่องต่างๆที่ดูแลในส่วนของการซ่อมแซมเครื่องจักร ก็ล้วนแต่เป็นลูกจ้างเขาทั้งนั้นแหละครับ
ภาคเกษตร
เป็นนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ทางด้านอาหาร นักโภชนาการ ด้านผลิตปรับปรุงปุ๋ยเคมี
ภาคบริการ
เป็นไกด์ ผู้จัดการโรงแรม ฝ่ายการตลาด ประชมสัมพันธ์
  
              2.เป็นแรงงานไร้ฝีมือ
ภาคอุตสาหกรรม เช่นพนักงานฝ่ายผลิต ต่างๆในโรงงานใหญ่ ๆ  ตามนิคมอุตสาหกรรมต่างๆบ้าง   ทำงานต่างๆตามไลน์การผลิต  บนสายพานต่างๆ  พวกนี้ขาดเยอะ
ภาคเกษตร
ลูกจ้างรับจ้างทำนา ทำไร่  เลี้ยงสัตว์  นี่ก็ขาด
ภาคบริการ
พนักงานโรงแรม  แม่บ้าน ยาม พนักงานต้อนรับ เด็กเสริฟ  นี่ก็ขาดบ้าง
      ครับ เรารู้กันแล้วนะครับ ว่าแรงงานในภาคเอกชนมีอะไรบ้าง
ข.       ความต้องการแรงงานของภาคเอกชน
                ช่วงนี้ ความต้องการของแรงงานในภาคเอกชนนั้น  ส่วนใหญ่จะมีแนวโน้มไปทางแรงงานไร้ฝีมือ ซะมากกว่า  เพราะเราขาดตำแหน่งงานไร้ฝีมือ ค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น นวนคร ปทุมธานี  รังสิต โรจน อยุธยา นิคมอุตสาหกรรมลำพูน บางปู ใกล้ๆบ้านเราก็ พิจิตร  ก็งานอย่างที่ผมบอกไปแล้ว ...(พนักงานต่างๆ)
เพราะฉะนั้น เด็กที่ครอบครัวยากจนหรือ ไม่พร้อม  จบ ม.3 ม.6  ก็ควรแนะนำไปทำงานก่อน แล้วค่อยมาเรียนต่อภายหลังก็ได้ เพราะเดี๋ยวนี้ ม.ต่างๆเปิดกว้างมาก  ผมเองก็มาเรียนต่อภายหลังจากที่ทำงานแล้ว  แต่ไม่ใช่ยากจนนะ แต่ก็เพราะครูแนะแนวนี่แหละ ตอนผมไปปรึกษา จะเรียนอะไรดี ....ครูก็ขอดูคะแนน ต่างๆ.. เอ้า..คะแนน ภาษาอังกฤษ.. คณิตศาสตร์ เคมี  ห่วย.. ถามที่บ้านทำอะไร..เลยแนะนำให้มาค้าขาย  อ้อ..ไปค้าขายดีกว่ามั่ง.. ก็เลยเหมือนท่านเห็นอยู่นี่ไง..
เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงนะครับ ไม่ใช่เป็นการไปตัดอนาคตเขา แต่ หาแนวทางที่ดีที่สุดให้เขา
                       สำหรับเด็กที่พร้อมทั้งครอบครัวส่งเสริม และมีเงินพอเรียนได้  ก็ให้เรียนด้าน วิชาชีพต่างๆที่จบแล้วสามารถหางานทำได้ง่ายๆเป็นวิชาเอก  และต้องเน้นเรียนภาษาควบคู่ไปด้วยนะครับ เป็นวิชาโท
                     ฟังดีๆนะครับ ...เรียนสายอาชีพเป็นวิชาเอก เรียนภาษาเป็นวิชาโท ถ้าปัจจุบันไม่มีการเรียนวิชาโท ก็ต้องเน้นการฝึกฝนด้านภาษาควบคู่ไปด้วย  อย่าให้เหมือนพวกเรา ที่รู้ภาษาอังกฤษงูๆปลาๆ  วันคาร์โก ทูคาร์คัม  ทูคาร์โครม...   และภาษาที่ที่ควรเรียนรู้นั้นควรจะเป็นภาษาจีน  และอยากไปทำงานแถวยุโรป ก็ภาษาเยอรมันอีก  1 ภาษา เพราะปัจจุบัน เยอรมันก็ถือเป็นประเทศที่มีเศรฐษกิจใหญ่อันดับต้นๆของโลกที่รองจาก สหรัฐ จีน และญี่ปุ่นเท่านั้น เชื่อแน่ว่าอนาคตจะเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรฐษกิจ
    ทำไมผมถึงต้องให้ท่านเน้นเรื่องภาษา ...มีดังนี้ครับ..จากหนังสือพิมพ์ มติชน ฉบับวันที่ 25 พค.ปีนี้  และจากสถาบันเพื่อการวิจัยและพัฒนาประเทศไทย  วิจัยไว้น่าสนใจมากครับ.. บอกว่าดังนี้..
              เหลือเวลาอีกประมาณ 5 ปี ประมาณปี 2558 (ที่พูดค้างไว้เมื่อสักครู่)เป็นปีที่กลุ่มประเทศอาเซียนตกลงกันตามพิมพ์เขียวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน( อาเซียนก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2513 อันเป็นผลจากการประชุมที่กรุงเทพฯ โดยสมาชิก ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย  2527 บรูไน ดารุสซาลัม จึงเข้ามาร่วม  จากนั้นเวียดนามได้เข้าเป็นสมาชิก 2538  ลาวและพม่า2540 กัมพูชาเมื่อ 2542 รวม 10 ประเทศ ปัจจุบันอาเซียนมีประชากรรวม 503 ล้านคน มีดินแดนรวมกัน 4.5 ล้านตารางกิโลเมตร )
(ASEAN Economic Community Blueprint) ว่าจะเริ่มให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างกันอย่างเสรีได้แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานมีฝีมือและแรงงานระดับวิชาชีพ ทั้งๆ ที่ตอนนี้เองเราก็มีแรงงานต่างด้าวอยู่ในประเทศไทยแล้วจำนวนมหาศาล
         
เพราะฉะนั้น การเปิดเสรีแรงงานในกลุ่มประเทศอาเซียนจะเกิดประโยชน์ต่อประเทศไทยมากน้อยแค่ไหนอยู่ที่ว่าคุณภาพแรงงานของเราจะสู้กับแรงงานจากประเทศอาเซียนทั้งหลายได้หรือเปล่า  ในเชิงรุก ก็คือการส่งแรงงานไปทำงานในประเทศอาเซียน และในเชิงรับคือความสามารถรักษาตลาดแรงงานในประเทศให้เป็นของคนไทยโดยใช้แรงงานต่างชาติอาเซียนให้น้อยเข้าไว้ ทั้งนี้ บริษัทใหญ่ๆในประเทศเป็นทั้งของชาว ฝรั่ง  จีน ญี่ปุ่น  เราคงไปบังคับให้เขารับเฉพาะคนไทยคงไม่ได้  นี่จึงเป็นเหตุให้ผมแนะนำว่าควรให้เด็กเรียนเรื่องภาษาเพื่อใช้งานได้ให้มากไว้
          ในภาพรวม แรงงานไทยยังมีแรงงานระดับล่างอยู่เป็นจำนวนมาก จากแรงงานของประเทศประมาณ37 ล้านคน เป็นผู้ที่มีการศึกษาต่ำกว่ามัธยมศึกษาตอนต้นลงมามี
ประมาณ26.8 ล้านคน และเป็นแรงงานที่อยู่ในภาคเกษตรประมาณ 14.7 ล้านคน เป็นแรงงานระดับการศึกษาตั้งแต่จบมัธยมศึกษาตอนปลายขึ้นไปประมาณ 10 ล้านคน
    จะเห็นได้ว่า แรงงานระดับมัธยมศึกษาเข้าสู่ตลาดแรงงานน้อยเพราะผู้ที่เข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายมุ่งเข้าเรียนต่อขั้นอุดมศึกษามากกว่าจะตั้งใจจบแค่มัธยมศึกษาตอนปลาย
         
สิ่งที่น่าเป็นห่วงอีกประการหนึ่งเกี่ยวกับคุณภาพแรงงานไทยคือ คุณภาพของผู้จบการศึกษายังมีปัญหาอยู่หลายจุด
         
ในระดับมัธยมศึกษาพบว่านักเรียนส่วนใหญ่มีปัญหาในวิชาพื้นฐานทางภาษา, คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์
         ผู้ประกอบการภาคเอกชนหลายรายมักจะพูดตรงกันว่า แรงงานไทยทั้งระดับกลางและระดับสูงมีปัญหาด้านภาษาและการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการปฏิบัติงาน
          นอกเหนือจากปัญหาเชิงคุณภาพอื่นๆ เกี่ยวกับคุณลักษณะของแรงงานแต่ละคน เช่น การขาดวินัยในการทำงาน การพัฒนาปรับปรุงตนเอง การขาดทักษะในการทำงาน เป็นต้น อันนี้คงต้องฝากคณะครู นะครับ
         

                    จากการศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยพบประเด็นเกี่ยวกับคุณภาพของแรงงานหลายประเด็นที่น่าสนใจ เช่น    
ระดับมัธยม 
         1. การจัดสรรงบประมาณให้การศึกษาระดับมัธยมศึกษาต่ำกว่าประเทศอื่นที่มีการจัดการศึกษามัธยมศึกษา
         
2. ในระดับอาชีวศึกษา -มีปัญหาเชิงคุณภาพ และการผลิตไม่สนองความต้องการของประเทศ จบมาแล้วมักทำงานไม่ค่อนเป็น
         
3. การเรียนการสอนเน้นปริมาณ ผู้เข้าเรียนและจบการศึกษา มากกว่าที่จะเน้นขีดความสามารถในด้านปฏิบัติในระดับเทคโนโลยีต่างๆ  บางแห่งเปิดรับสมัครแล้ว เปิดอีก ไม่แน่วันหลังอาจจะมีการเปิดรับสมัครนักศึกษารอบมิดไนท์
         
4. ครูไม่มีประสบการณ์ภาคปฏิบัติ และขาดทักษะในอาชีพที่สอน
         
5. การเรียนการสอนในระดับสายอาชีพ ยังอยู่ในโรงเรียนเป็นส่วนใหญ่ ไม่สามารถตามเทคโนโลยีที่ใช้ในอุตสาหกรรมได้ทัน
      

           ในระดับอุดมศึกษา 
          1. คุณภาพของสถาบันการศึกษาและบัณฑิตยังไม่ได้มาตรฐานสากลและต่ำกว่าความคาดหวังของผู้ประกอบการเอกชน  เข้าทำนอง จ่ายครบ จบแน่ ของ ม.บางแห่ง
         
2. สาขาวิชาที่ผลิตบุคลากรออกมายังไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ขาดความเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจ หรือสถานประกอบการ มีผู้จบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาว่างงานในอัตราสูง
           3. เน้นปริมาณ มากกว่าคุณภาพ บางแห่งเปิดรับสมัครแล้ว เปิดอีก ไม่แน่วันหลังอาจจะมีการเปิดรับสมัครนักศึกษารอบมิดไนท์ 

         
นอกจากนั้น แรงงานของไทยเริ่มมีอายุเฉลี่ยมากขึ้น พูดง่ายๆ คือเริ่มแก่ เพราะประชากรไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โครงสร้างอายุของแรงงานจะมีอายุเฉลี่ยของแรงงานสูงขึ้นกว่าในอดีต  ฉะนั้นเด็กจบมาใหม่ๆต้องไปแย่งงานกับรุ่นพี่
          อายุของแรงงานส่วนใหญ่อยู่ในช่วง35-39 ปี และคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคตเนื่องจากการเปลี่ยนโครงสร้างอายุของประชากรดังกล่าวแล้ว
          ในภาพรวมขีดความสามารถของประเทศไทยในการแข่งขันกับประเทศอื่นในด้านการศึกษายังไม่ค่อยดีนัก
          จะเห็นได้ว่าการสนับสนุนจากรัฐ ในเรื่องการสนองความสามารถในการแข่งขัน ของประเทศเรายังเป็นรองสิงคโปร์ มาเลเซีย มากนัก แต่ยังสูงกว่าฟิลิปปินส์ เล็กน้อย
ในด้านอุดมศึกษา ไทยเป็นรองทุกประเทศที่กล่าวถึง เช่นเดียวกันกับทักษะภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ที่ไทยยังห่างชั้นจากประเทศดังกล่าวอยู่มาก
         
แล้วเราจะเอาอะไรไปแข่งกับเขาในปี 2558 ล่ะ
         เป็นไงครับฟังแล้ว อึ้ง ไปเลยใช่ไหมครับ..
       แต่การแก้ปัญหาเหล่านี้คงไม่ใช่ หน้าที่ของเราต้องปล่อยให้คณะรัฐบาลและ ผู้ใหญ่ในกระทรวง การศึกษา ไปแก้ไขปัญหากันเอง
ส่วนเราสามารถแก้ไขปัญหาให้ เด็กได้ที่ปลายเหตุคือ.. ให้เขาเรียนรู้เรื่องภาษา  คอมพิวเตอร์  การใช้ข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต  และ ความรู้ทางอีเลคโทรนิคส์ต่างๆ เม่าที่เราสามารถที่จะทำได้ แต่ถ้ามีเงินส่งลูกไปเรียนเมืองนอกก็ได้นะครับ ถ้ามีเงินเหลือเฟือ ผมมีเพื่อนอยู่คนนึงส่งลูกไปเรียนที่ออสเตรเลีย หมดไป 10 ล้าน กลับมาช่วยพ่อแม่ขายเบียร์  อีกคนนึงส่งลูกไปเรียนอเมริกาด้านเศรษฐศาสตร์  กลับมาลูกไปเป็นคนเขียนหนังสือเรียนเด็ก ประกอบรูปภาพ 

       แต่..สิ่งที่ผมอยากจะบอกกับท่านคือ..
สิ่งแรกที่ท่านควรจะแนะนำเขาคือ เขาชอบเรียนอะไร หรืออยากจะเป็นอะไร จงสนับเขาในสิ่งนั้นๆ  เพราะมีคำกล่าวว่า ถ้าเขาชอบงานที่เขาทำแล้วก็ .. ชีวิตตนี้เขาจะไม่ต้องทำงานอีกต่อไปเลย..เพราะสิ่งที่เขานั้นในสายตาเขา มันไม่ใช่งาน แต่เป็นของที่เขาชอบ เขาจะทำมันเสมือนงานอดิเรกที่เขาชอบ เช่น ..ผม..การทำแบบ ออกแบบพิมพ์เสื้อ ทำเวปไซค์ เป็นสิ่งที่เราชอบ เราจะทำมันเหมือนเรากำลังเล่นเกมส์ เพราะมันมันส์่ะ แทบไม่อยากลุกไปไหนเลย.
แต่ หากท่านไม่สามารถแนะนำให้เขา และเธอเหล่านั้น ไปทำงานเป็นลูกจ้างเขาได้ ก็ควรจะแนะนำให้เขาไปทำธุรกิจส่วนตัว  ซึ่งปัจจุบัน ก็ไม่ยากอย่างที่คิด
หลายๆอาชีพในปัจจุบัน เมื่อ  5-6 ปีที่แล้ว ยังไม่มี..มือถือ
     เช่น การค้าขายสินค้าทางเวปไซค์
ขายบัตรเติมเงิน ให้เช่าแผ่น ซีดี  ขายมือถือ  จำนำมือถือ  รับทำเวปไซค์  หาคู่ทางเวปไซค์  รับลงโปรแกรมคอมฯ  รับล้างไวรัส เติมหมึกพิมพ์อิงค์เจ็ท  ขายภาพถ่ายทางเวป
สอนทำอาหารทางเวปไซค์   ในเมื่อเป็นลูกจ้างเขาไม่ได้แล้ว  เป็นเถ้าแก่เองก็ได้
การลงทุนก็ไม่มากมายนัก สามารถทำได้ ถ้าตั้งใจจะทำ
      อย่างไรก็ตาม แรงงานในอนาคต ที่ เป็นที่ต้องการของภาคเอกชน นั้นควรจะมีความรู้ด้านภาษา อย่างน้อยอีก  1 ภาษา ความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์  ความรู้ทางการใช้อินเตอร์เน็ต มีอีเมล์ใช้ รู้จัก กูเกิล  และที่สำคัญต้องมีระเบียบวินัย ตรงต่อเวลา และรู้จักพัฒนาตนเองโดย แสวงหาความรู้ใหม่ๆ ตลอดเวลา 
                     แรงงานของไทยจึงจะเป็นแรงงานที่มีคุณภาพ ในอนาคต และสามารถแข่งกับประเทศในกลุ่มอาเชียนได้ โดยไม่แพ้ใคร 

                                                    สวัสดีครับ..


ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น